ใครบางคนบอกว่าหาไอเดียสำหรับเขียนหนังสือมันเป็นเรื่องง่าย แต่จะให้ไม่ซ้ำกับคนอื่นเป็นเรื่องยาก พร้อมทั้งบอก 4 วิธีที่มาของไอเดียไว้ดังนี้ คือ

 

         1.ไอเดียที่ได้รับมาโดยตรง เช่น ไอเดียที่หยิบยืมจากคนอื่นมาซึ่งๆ หน้า (ก็ลอกนั่นล่ะ)

        2. ไอเดียที่ถูกดัดแปลง เช่น ไอเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจมาแต่นำมาดัดแปลง ผสมผสานจนเป็นตัวเอง

         3.ไอเดียที่ถูกค้นพบหรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เช่น เจอประสบการณ์โดยตรงระหว่างไปทำงาน

4.ไอเดียที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น โดยเป็นการคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นใหม่

 

          ผมอ่านแล้วก็พยักหน้าหงึกหงักตาม

           เรื่องไอเดียไม่ให้ซ้ำใครนะเป็นเรื่องยากจริงๆ ล่ะครับ อันนี้เห็นด้วย

          ทว่าสี่ข้อที่แนะนำมาเป็นแค่การจำแนกวิธีสร้างไอเดียเท่านั้น แทบไม่ได้บอกอะไรเลย

          ผมพยายามพลิกหาวิธีการคิดไอเดียทั้งเล่มก็ยังไม่เจอ

          ถ้าใครที่อ่านหนังสือเล่มเดียวกับผมคงจะเคว้งคว้างเล็กๆ ที่ไม่มีการแนะนำเรื่องไอเดียอย่างที่บอก

          สุดท้ายผมก็ต้องปิดหนังสือคู่มือนักเขียนของคนอื่นลง (ตอนแรกกะว่าจะจำเขามาพูดอะนะ) ยังไงก็หันมาเพิ่งตัวเองก็ได้ฟระ เอ้าถ้าพร้อมแล้วก็ปิดประตูห้อง มาเลคเชอร์กันเลยดีกว่า

 

          สำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน เบื้องต้นควรมีหลักคิดที่ถูกต้องในการสร้างไอเดียให้กับต้นฉบับ

           อารมณ์เดียวกับว่ายน้ำที่ต้องหัดลอยตัวให้ได้นั่นละครับ ส่วนจะว่ายท่าไหน(เขียนยังไง) มันเรื่องของคุณ!!!

           วันนี้มาสอนการลอยตัวสั้นๆ และจากไปแบบสั้นให้ทันใจวัยรุ่นเลย ว่าวิธีการก็มีทั้งหมด 3 ข้อดังต่อไปนี้

 

1.จงสร้างไอเดียที่ทำให้เราเป็นคนแรกที่เริ่มมัน (ไอที่พูดง่ายแต่ทำยากชิบเป๋งนั้นละครับก็คือ) จงเขียนในสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยเขียนไว้  

 

              ตัวอย่างเช่น เจเคโรลลิ่งที่คิดเรื่อง ‘ระบบโรงเรียน’ ในโลกเวทมนต์ขึ้นมา หลังจากนั้นก็มีแต่เขียนเรื่องโรงเรียนเวทมนต์ แล้วก็โรงเรียนเวทมนต์ แล้วก็โรงเรียนเวทมนต์จนน่ารำคาญ

               หรืออย่าง พี่วิชัย(ขออ้างหน่อยนะพี่) ที่หยิบเรื่องสิ่งมีชีวิตในโรงแรมมาเล่าอย่างสนุกมือ ด้วยภาษาสไตล์ส่วนตัวที่เป็นคนแรกที่คิดมัน ใครซากอ้อยตามนี่ลอกนะครับ

               อีกคนก็ พี่เอ๋นิ้วกลม(ขออ้างอีกคนนะพี่) ที่แบ๊คแพ๊คไปญี่ปุ่นเก้าวัน ที่คนมากมายเขาก็ทำกันอยู่แล้ว แต่พี่เอ๋เล่นจำกัดว่า ขอเที่ยวโดยใช้เงินแค่ 12,000 บาทเท่านั้น ทำให้ต้องนอนข้างถนนไปสามสี่คืน มันก็เลยมันไม่ใช่เล่นไงล่ะ

              หรืออย่างอ.โอดะ (เล่นของสูงอีกแล้วเรา) ผู้เขียนวันพีช ที่เสนอว่าถ้าโลกนี้มีผลไม้ปีศาจที่กินเข้าไปแล้วทำให้มีพลังวิเศษจะมันส์ขนาดไหน (แน่นอนมันก็มันส์จนจะ 60 เล่มอยู่แล้ว แถมยังมันส์ไม่เลิกเลย)

 

2.หากไม่ได้คิดเป็นคนแรก (ในข้อ1) อย่าเพิ่งน้อยใจไป ก็แค่คุณต้องสร้างงานที่ต้องถูกจดจำไว้ว่าเขียนได้ ‘ดีที่สุด’

 

            เช่น นิยายเรื่องเพชรพระอุมาที่หยิบโครงเรื่องของ คิงโซโลมอนมายด์มาใช้ แต่หลังจากนั้นก็เขียนได้เป็นตัวเองมันหยด ได้ยาวที่สุด และได้ดีที่สุด (ใครไม่เคยอ่านเรื่องนี้พลาดนะครับ เพราะผมก็เกือบพลาดเหมือนกัน มัวไปติดอยู่ที่ชื่อเรื่องว่าไม่น่าอ่าน มันต้องเสี่ยวแน่เลย แต่ที่ไหนล่ะ หนังสือเล่มนี้ อีก 500 ปีก็ไม่เชยหรอก)

            หรือเคสสอง อย่าง ริงคำสาปมรณะ ที่ซุสุกิ โคจิ หยิบจดหมายลูกโซ่ฮิตโคตรที่ หากไม่เขียนส่งต่อจะต้องตาย ทว่าเขาก็เอามาพัฒนาเป็นวีดีโอเทปที่หากไม่อัดส่งต่อไปจะต้องตายใน 7 วัน แล้วมันก็ดังจนกลายเป็นเทรนด์ที่ทั้งโลกขนหัวลุกว่าเราจะเจอวีดีโอหรือดีวีดีม้วนนั้นไหม หึหึ (ก็เรียกว่าเรื่องนี้ใช้ไอเดียทั้ง 1 และ 2 ก็ได้นะ)

 

           ข้อสาม (จะจบแล้วรึนี่)

 

3. หากมีคนเขียนไอเดียนั้นไปก่อนแล้ว (ข้อหนึ่ง) แถมยังเขียนได้ดีอีก (ข้อสอง) เราก็ต้องเป็นคนที่เขียน ได้ ‘แตกต่าง’ ที่สุด

 

            ยกตัวอย่างเช่น ก่อนปี 2540 เมืองไทยมีคนเขียนเรื่องสั้นสะท้อนสังคมกันมากมาย ทุกคนเขียนได้ดีกันหมด  ตลาดโดยรวมจึงค่อนข้างนิ่ง ทว่าการปรากฏตัวของเมืองมุมฉาก ความน่าจะเป็น และ อุทกภัยในดวงตา เรื่องสั้นทั้งสามเล่มของ พี่คุ่น ปราบดาหยุ่น ที่มีความแตกต่างมากกกก ก็สร้างแรงสะเทือนให้วงการเรื่องสั้นอย่างรุนแรง จนคนเขียนเรื่องสั้นขนบเก่ารับไม่ทัน

             หรืออีกเคสก่อนหน้าในช่วงปี 2537 (ถ้าจำไม่ผิด) ที่ปกติการเล่าเรื่องการเมืองต้องน่าเบื่อ น้ำเน่า แบบข่าวหรือไม่ก็หนังสือประวัติศาสตร์หนาๆ เท่านั้น ทว่าป๋าวินทร์ เลียววาริณ ก็หยิบมันมาเล่าผ่านรูปแบบนิยาย ทำให้เวลานั้นมันแตกต่างสุดๆ ในชื่อ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ที่เปลี่ยนเรื่องน่าเบื่อให้สนุกมาก แถมทั้งสองเล่มที่ว่าก็กลายเป็นหนังสือซีไรท์ทั้งคู่ด้วย

 

 

            เทคนิก 3 ข้อสั้นๆ ที่เป็นวิชาลับจากตระกูลคนทำหนังสือ (ทำยังกะตระกูลนินจาในนารุโตะเลย - -*)

            ก็อย่าลืมเอาไปใช้ให้ดี (เซอวิสกันขนาดนี้แล้ว เพราะอยากเห็นต้นฉบับเจ๋งๆ ในเมืองไทย)

            เพราะยังไงถ้าอยากเขียนหนังสือได้ดี ก็ควรมีเบสิกการลอยตัวก่อน ส่วนจะเขียนแบบฟรีสไตล์ กบ ผีเสื้อ หมาตะกุยน้ำ หรือจะท่าไหนๆ ก็แล้วแต่ชอบครับ

            ขอจบบรรยายแต่เพียงเท่านี้ ขอมีความสุขกับการปั่นต้นฉบับ อัพบล็อก ขอบคุณครับ

 

 ...................................................................................................................... 

ปล. เออ อันที่จริงมีอะไรสงสัยก็ฝากโน๊ตไว้ได้นะครับ ถ้ามีโอกาสอาจเอามาตอบเป็นเรื่องเป็นราวให้ก็ได้นะ 

       ส่วนใครที่แวะเข้ามาอ่านแล้ว อย่าลืมแวะเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะครับ งานเยอะกว่าแต่ก่อนมากมาย กลัวใจว่าจะเล็กเชอร์ได้แค่ปากอ่าว เพราะนอกจากเรื่องการเขียนต้นฉบับ มันยังมีมนุษย์การตลาด นักออกแบบปก นักเขียน นักแปล กองบ.ก. ฝ่ายต่างประเทศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สายส่ง หน้าร้าน และอื่นๆ ให้เขียนอีกมากมายยยยย 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
เหลือแค่เอาไปใช้นั่นแหละค่ะ

#55 By BlackTea on 2012-08-28 17:27

ขอบคุณมากครับผม ^^ Hot! Hot! Hot!

#54 By Thenapper on 2010-12-25 12:24

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆครับ

บลอคของพี่สร้างกำลังใจให้ผมได้จริงๆ
อ่านแล้วได้ความรู้ด้วย อยากลองไปอ่านเพชรพระอุมาดูสักครั้ง ว่าสนุกจริงป่าว
แต่ตอนนี้กำลังเครียดกับทีสีสอยู่ การ์ตูนที่อยากทำก็เลยต้องพักไว้ sad smile

ปล. ผมรุ่น A13 แล้วอ่าคับ
คณะเรามีกลุ่มการ์ตูนขึ้นเป็นทางการแล้วนะครับ
ชื่อกลุ่ม First Brush ครับ
รับทำการ์ตูนให้คณะอยุ่คับ confused smile

#53 By calm space on 2010-12-23 13:27

ดีมาก สุดยอดจริงๆHot! Hot! Hot! confused smile confused smile

#52 By 33.PARFUM on 2010-12-21 22:40

อุวว อ่าาาา

ขอบคุณมากนะคะ

แต่ว่า การที่คิดอะไรได้แปลกใหม่ไม่ซ่ำใครเนี่ยยยย

ยากขิงเลยยนะคะ

แถมเรายังเป็นพวกชอบยึกติดจากสิ่งที่คนอื่นสร้างไว้ ด้วยอีก

#51 By Patzuri on 2010-12-21 16:14

อันนี้ขอแรดหนึ่งคอมเม้นท์

สิ่งที่ง่ายที่สุดในการเขียนคือ เขียนเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด
เวลาเขียนเรื่องใกล้ตัวที่เราคุ้นเคย เนื้อเรื่องจะแน่น น่าเชื่อถือ คนอ่านจะคล้ายตามได้ง่าย
ถึงพล็อตจะซ้ำกับใครยังไง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องจำทำให้เรื่องเรามีเสน่ห์ที่ต่างกันเองครับ open-mounthed smile

#50 By วิชัย... on 2010-12-21 15:35

กว่าจะเขียนหนังสือจบได้หนึ่งเล่ม...

ปาไปหลายเดือน...

ไอเดียที่คิดว่าเจ๋ง... อ้าว... มีแล้วเรอะ...

เหมือนกันโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ... เลยต้องกลับมา

เปลี่ยนอีก

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ...

confused smile
สวัสดีครับ แวะมาเยี่ยมครั้งแรกครับ มาอ่านไอเดียดีๆครับ แล้วจะแวะมาอ่านใหม่(ยาวมาก)confused smile

#48 By Live a Live on 2010-12-20 16:03

ตอนนี้โรงเรียนเวทมนตร์เกลื่อนเต็มไปหมดจริง ๆ ด้วย Hot!
อืม พึ่งรู้ว่ากระผมอาจอยู่ในเคส2ล่ะ ฮี่ๆๆๆๆbig smile Hot!

#45 By omega on 2010-12-20 10:55

อ่านแล้วจุดประกายได้ดีทีเดียวค่ะbig smile big smile Hot! Hot!

#44 By : : p l o y d : : on 2010-12-20 09:30

Hot! Hot! ขอบคุณนะคะ

#43 By JaNG on 2010-12-19 23:53

Hot! Hot! Hot! big smile

#42 By Wellcome Break on 2010-12-19 23:49

ขอบคุณสำหรับไอเดียเจ๋งๆครับ ^^

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#41 By 暁或無_-_Akatsuki Arumu on 2010-12-19 22:58

เจ๋งดีครับ
ขอบคุณที่แบ่งมุมมองที่น่าสนใจ
เดี๋ยวจะเขียนสักเรื่องครับ :)
ว้าวๆๆ ขอบคุณจ้าHot! Hot! Hot! confused smile confused smile confused smile

#39 By toon-think ja on 2010-12-19 15:51


ชอบอ่านบล็อคนี้ครับ
บทความมีประโยขน์หลายอันเลย double wink

#38 By เด็กซิ่ว on 2010-12-19 12:13

ขอบใจสำหรับเทคนิคการเขียนะ ช่วยได้เยอะ

#37 By มาลิกก้าแมน on 2010-12-19 10:58

Hot! ขอบคุณนะคะ

#36 By Opalyn's on 2010-12-18 23:02

เคยเหมือนกันที่คิดพล็อตเรื่องแล้วไปเจอนวนิยายเรื่องหนึ่ง
เขียนแบบที่เราคิดเป๊ะๆ
ราวกับเข้ามาอยู่ในความคิดเราเลย
แตกต่างกันแค่ชื่อตัวละครกับรายละเอียดนิดหน่อย

โอ...นึกว่าตูคิดได้คนเดียว ยังมีคนคิดได้ เหมือนเราเลย(และลงมือเขียนเสร็จก่อนอีกต่างหาก)

#35 By นกจร on 2010-12-18 22:52

แหล่มจิง ค้าบบ

#34 By pator_no on 2010-12-18 22:36

อยากเขียนในสิ่งที่ไม่เคยมีคนเขียนเหมือนเเคกะอาจานโอดะ
รักอาจานม๊ากมาก(เกี่ยวมั้ย)
Hot! Hot!

#33 By iTOY on 2010-12-18 21:28

Hot!

#32 By -:+Hell whalE+:- on 2010-12-18 21:09

ขอบคุณมากครับ Hot!

#31 By PlAY on 2010-12-18 21:02

ชอบ entry นี้มากเลยครับ เตือนอะไรให้คน
ที่คิดไม่ค่อยนอกกรอบอย่างผมได้ดีเลย surprised smile Hot!

#30 By Buffo on 2010-12-18 20:22

true true true

#29 By 609 on 2010-12-18 16:48

ขอบคุณครับผม big smile

#28 By blueboat on 2010-12-18 16:32

big smile แวะะมาเรียนรู้และเอากำลังใจมาส่งครับ big smile

#27 By น้ำอุ่น on 2010-12-18 16:13

ของโบว์รอองค์มาลง... ถือเป็นวิธีนึงไหมเนี่ย... =_=

#26 By Hayashi Kisara on 2010-12-18 15:59

เดี๋ยวนี้หนังสือดีๆออกมาเยอะ จนไม่รู้ว่าเล่มไหนจะซื้อมาอ่านแล้วถูกใจ ต้องรอฟังจากคนที่เคยอ่านใกล้ตัวมาแนะนำมากกว่า นอกจากไอเดียแล้วการเล่าเรื่องให้สนุกก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้คนอ่านติดนะคะ big smile

#25 By amchan on 2010-12-18 14:36

ขอบคณมากครับ กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการเขียนหนังสืออยู่พอดีเลยคับ Hot! Hot!

#24 By hackerlife on 2010-12-18 13:47

ขอบคุณค่ะ ^^ Hot!
ชอบผลงานของ วินทร์ เลียววาริณ จังเลยค่ะ
แต่งออกมาได้แหวกแนวมาก อ่านไม่เบื่อ
Hot! ขอบคุณมากครับ!

สถานะ : ไอเดียผุดเป็นดอกเห็ด

#22 By เสี่ยแนน on 2010-12-18 12:48

ผมว่าก่อนที่จะเขียนอะไรแปลกๆได้
ต้องศึกษาข้อมูลหลายๆด้านเยอะๆเลยอ่ะครับ+ความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล

ถ้าเจอแนวทางแล้วก็ศึกษาตรงส่วนนั้นให้ลึกไปเลยย
Hot! Hot!

#21 By Art Jeeno on 2010-12-18 11:30

Hot! Hot! เจ๋งค่ะ

#20 By givgiw on 2010-12-18 11:16

double wink Hot!

#19 By Nuttirius on 2010-12-18 09:29

ช่วยได้เยอะเลย เอาแบบนี้มาลงอีกนะครับ

#18 By หัวโบราณ on 2010-12-18 09:00

แต่ละมุมมองนั้น ได้แง่คิดที่ดีมากเลยทีเดียวครับ..

ดีจัง ๆ Hot! Hot! Hot!
เยี่ยมค่ะ Hot!

<--- ชอบอ่าน แต่เขียนไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่
พัฒนาเท่าไหร่ก็ไม่รุ่ง แย่พอๆกะว่ายน้ำแหละ
ได้แต่ท่าหมาตะกุยน้ำ... sad smile

#16 By PALMY* on 2010-12-18 06:57

เหมือนเพลงที่เขียนได้ไม่มีวันจบ

แต่เขียนให้โดนใจคนฟังหมู่มากนี่ ยากเหมือนกัน



Hot!

#15 By Dhammasarokikku on 2010-12-18 05:12

อ้าว ไอเดียที่ว่ามันก็ซ้ำไปหมดแล้วสิ 55+

เรื่องพล็อตนี่ยากจริงๆ ค่ะ ใครเขียนเก่งๆ นี่นับถือ ชาบูๆ จริงๆ sad smile
"ความคิดสร้างสรรค์ จริงๆแล้วมีพื่นฐาีนมาจากองความรู้ที่เราสะสมมา"
แอบเคยอ่านเจอเหมือนกันนะครับ อิ อิ
เลยคิดว่าถ้าเรารู้เยอะ หลากหลาย ก็เป็นการได้เปรียบกว่าอ่าน มากๆฟฟังมากๆ สงสัยบ่อยๆ ช่วยได้เยอะ
แล้วลองมานั่งลิสสิ่งที่อยู่ในหัวดูbig smile Hot!

#13 By meawnoy on 2010-12-18 01:28

กลับมาเลคเชอร์ต่ิอนะคะ ;)))
หายไปหลายวัน คิดว่าคงพลาดไปหลายบททีเดียว แต่วันนี้มีจังหวะที่จะอ่าน เลยมาอ่านสักหน่อย ทั้งสามประเด็นที่อ่านมาก็จริงทีเดียวค่ะ ถ้าอยากเป็นนักเขียนคงต้องพัฒนาความคิดเยอะๆล่ะเนอะ /ขอบคุณสำหรับบทเรียนนะคะ ให้ดาวนึงด้วยHot!

#12 By ziaziany☆* on 2010-12-17 22:47

big smile ขอบคุณมากๆนะคะ

#11 By LLbdko9N on 2010-12-17 21:12

ถ้าเกิดมีไอเดียตามแบบข้อ 2

แล้วมีคนอ่านบอกว่าเรา ลอก งานคนอื่นเค้ามา

ทั้งๆที่ก็ดัดแปลงโครงเรื่องหรืออะไรหลายๆอย่างแล้วนี่

มันก็น่าท้อ เหมือนกันนะคะ

#10 By แว่นเนี๊ยว on 2010-12-17 21:10

ขอบคุณมากค่ะพี่กอล์ฟ ^^ big smile
ขอบคุณสำหรับไอเดียดีๆในการเริ่มต้นเป็นนักเขียนนะครับbig smile

#8 By Clepsydra:: on 2010-12-17 20:49

มาอีกรอบ sad smile

ไม่ทราบว่าจะรบกวนเกินไปรึเปล่า คือ อยากให้ช่วยแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการหาที่ส่งต้นฉบับ เพราะตอนนี้มีต้นฉบับสองเรื่องกำลังหาที่ส่งอยู่จ๊ะ

#7 By นักรบ on 2010-12-17 20:36

ชอบจ๊ะ big smile Hot!

#6 By นักรบ on 2010-12-17 20:31