ใครบางคนบอกว่า ‘การเขียนหนังสือ’ เป็นการแข่งขันกับตัวเอง

          ฟังดูมันก็จริงอยู่เพราะถ้าเราเขียนต้นฉบับ 80 หน้า หรือ 100 หน้าจบ ก็น่าจะถือว่าชนะตัวเอง ทว่ามันก็ไม่จริงทั้งหมดหรอก เพราะต้นฉบับที่เสร็จแล้วก็ต้องถูกส่งไป สนพ. เพื่อพิจารณาอยู่ดี ในกรณีที่คุณไม่มีเส้นสาย สนพ. เล็กๆ อาจไม่มีคู่แข่งมาก ช่วงที่ส่งไปอาจอยู่ในหลักร้อย แต่สนพ.ขนาดกลางและใหญ่ ผมประเมินว่าน่าจะเยอะขึ้นตามความโด่งดัง

          ถ้ามองมุมนี้คนที่พูดว่า การเขียนหนังสือ(เสนอสนพ.) เป็นการแข่งขันกับตัวเองก็ไม่ถูกเท่าไร เพราะกองต้นฉบับอีกเป็นร้อยที่วางอยู่บนโต๊ะและอัดแน่นอยู่บนชั้น แถมค้างเติงอยู่ในอีเมล เป็นคู่แข่งของจริงที่นักอยากเขียนทุกคนต้องเจอ ฟังดูอาจไม่โรแมนติกนัก แต่นักเขียนเรื่องโรแมนติกทุกวันนี้ ล้วนเคยผ่านการแข่งขันแบบนี้มาแล้วทุกคน ซึ่งบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเอาชนะคนอื่นเป็นหมื่นเป็นพันมาได้

         ฟังดูน่าตกใจไม่น้อย แต่ผมอยากให้ลองพลิกวิกฤติเป็นโอกาสแล้วลองจัดหนักไปเลยซิ คู่แข่งเป็นหมื่นเป็นพันคนใช่ไหม?(บางทีอาจถึงหลักแสน) พิมพ์คีบอร์ดรั่ววัดกันไปเลยดีกว่า มาดูว่าใครอึดกว่ากัน ลองสร้างภาพคู่แข่งในจินตนาการขึ้นมา จะช่วยผลักดันให้เราคิดและเขียนงานได้สนุกขึ้น แถมไม่ได้รู้สึกว่าเราเขียนบ้าอะไรอยู่คนเดียว เพราะยังมีคนอื่นอีกที่นั่งเขียนงานของตัวเองอย่างเงียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น ทำงานหนัก และรักในสิ่งที่ทำ

         ยืนยันอีกทีว่าเป็นนักเขียนไม่โรแมนติกสักเท่าไร แต่วิธีที่เล่ามาก็เป็นแท๊คติดที่ดีนะครับ!

 

..........................................................................................................................

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#15 By คุณนิ่ง on 2011-04-16 21:23

big smile

#14 By ดินเหนียว on 2011-04-14 20:25

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เพิ่งได้มีโอกาสมาอ่านค่ะ big smile
อ่านแล้วรู้สึกมีแรงฮึดขึ้นมาทันที

จนกระทั่งตอนนี้ "นักเขียน"ก็ยังคงเป็นความฝันที่อยากทำให้ได้ค่ะ !

ขอบคุณมากๆเลยนะคะ big smile

#13 By aliceribbon on 2011-04-03 00:16

อูววว ผมล่ะชอบบทความนี้จริงๆ อ่านแล้วมีไฟมากครับพี่กอล์ฟ Hot!

#12 By - Suratuck - on 2011-01-09 01:58

ไม่เข้าใจอย่างนึง..

คนเขียนหนังสือ เขียนหนังสือ เพื่ออะไร ?
เพื่อได้พิมพ์เป็นเล่ม
หรือ เพื่อให้มีคนอ่าน
(แต่่จริงๆพิมพ์ออกมาเป็นเล่มก็มีคนอ่านเยอะกว่าเนอะ)

แต่... นะ จริงๆแล้วเขียนหนังสือเพราะอะไรกันแน่ล่ะ อย่างงี้

#11 By TRYP on 2011-01-08 20:18

ตั้งใจไว้ว่า ถ้ายังสุขภาพดีอยู่

ถึงอายุ 80-90 ผมก็จะไม่เลิกเขียน !!

#10 By keaaaa on 2011-01-08 14:24

เห็นด้วย
โดนปฏิเสธมาหลายรอบละ sad smile

#9 By นักรบ on 2011-01-08 06:50

เคยเขียนพวกหนังสือ

ยิ่งตอนสมองตัน ๆ แทนทรมานเลยทีเดียว

พอได้ไอเดียเท่านั้น ไหลลื่นออกมาเยอะเชียว


เป็นนักเขียนสร้างสรรค์
ปั้นคำช่างวรรณกรรม
ลุกนั่งจรรโลงเช้าค่ำ
ม้วนยาแห้งกรัง ไส้โหย


เป็นนักเขียนสร้างเสริม
เติมสาระตรงใช่กอบโกย
แก้กรรมทำง่ายใช่โอดโอย
โบกมือโบยโกยง่าย บายใจ


เป็นศิลปินอาชีพอิสระ
ปล่อยปละล่ะเลยเขนยไกล
หมอนหมิ่นแปลกถิ่นดินไถล
เขียนใดจึงยาไส้ ใกล้ลูกเมีย


เป็นศิลปินรู้กินรู้ใช้
เขียนสบายแจ่มใสไม่เพลีย
เต็มชั้นหนังสือยึดถือสบายเบี้ย
อย่าให้เธอละเหี่ย เรื่องหวานใจ


ช่างวรรณกรรมซีไรท์
รางวัลมากหลายกอบได้
หากเงินทองยังกองไกล
กุมขมับขยับใกล้ ตั้งใจ


เขียนฮาวทู


big smile

#6 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-01-07 20:53

#1#3
เพิ่งเริ่ม ดีกว่าไม่เริ่มครับ ถ้ามีโอกาสก็จะพยายามมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ล่ะครับ

#2
ถ้านับแค่ตีพิมพ์ออกมาในเมืองไทย ปีหนึ่งนักเขียนก็ราว 14,000 คน แล้วอะครับ ฟันธงว่าถึงแสนครับ (ข้อมูลตรงนี้เป็นเอนทรี่ที่ยังไม่ได้เล่าอะ)

#ลุยเลยครับ งงๆ หรือ หลงทางยังไงถามผมได้

เริ่มต้นจัดหนักกันเลยพวกเราbig smile

#4 By Clepsydra:: on 2011-01-07 20:33

เห็นด้วยกับ #1 ค่ะ

#3 By Cotton on 2011-01-07 20:20

ที่แท้ คนที่ชนะใจตัวเองได้ มันมีเยอะขนาดมาแข่งกับเราได้ เป็นแสนคนเชียวหรือนี่!?

#2 By ศรี on 2011-01-07 20:13

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ เวลาเข้ามาที่บล็อกนี่แล้วต้องมีเรื่องจุดไฟให้อยากเขียนงานต่อไปเรื่อยๆถึงจะเพิ่งเริ่มก็ตาม พอนึกถึงคนอีกหลายพันคนที่อยากเขียน อยากตีพิมพ์แบบเราแล้ว ค่อยรู้สึกว่าต้องกระตือรือร้นขึ้นมาเยอะเลย ^^

#1 By c h r o s on 2011-01-07 20:03