เอนทรี่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณ MEISANMUI™  http://meisan.exteen.com/20110208/entry  ขอบคุณครับ


 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นนักเขียน

1.นักเขียนไทยไส้แห้ง

 

 

            นักเขียนก็เหมือนอาชีพทั่วไปครับ ทุกอาชีพมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือ ก็เหมือนคนรับเหมาก่อสร้างที่มีทั้งรวยมาก รวยน้อย ไม่รวย จน จนมาก เป็นหนี้ และล้มละลาย

           ซึ่งก็เหมือนนักบอลที่มีเก่งมากขนาดเล่นพรีเมียร์ลีก

           เก่งปกติเล่นดิวิชั่นหนึ่ง

           เก่งพอประมาณที่เล่นดิวิชั่นสอง

           เล่นธรรมดาก็ดิวิชั่นสาม

           และไม่เก่งเลยแต่ใจรักก็เตะกับทีมสมัครเล่น(ไม่มีดิวิชั่น)

          ซึ่งน่าแปลกที่นักเขียนทำเงินได้สูงในประเทศไทย(มีจริงๆ ครับ) มักจะก้มหน้าก้มตาทำงานตามความเชื่อ(ของเขา)ไม่ค่อยได้ให้สัมภาษณ์และเปิดเผยข้อมูลที่ไหน ถ้าไม่เชื่อ รู้จักพี่ ว. แหวนหรือเปล่าครับ หนังสือเล่มแรกของพี่เค้าพิมพ์ 30 ครั้ง นับรวมแสนเล่มไปแล้ว

          ปู่พนมเทียน(เพชรพระอุมา) และปู่รงค์(ผู้ล่วงลับ) ส่งลูกชายไปเรียนอเมริกา นี่ถ้าจนจะทำได้ไหม? ทุกวันนี้เพชรพระอุมา 48 เล่มยังมีขายเลย (ล่าสุดลิขสิทธิ์ที่ฟ้องร้องมา 7 ปีจบแล้วกำลังจะทำเป็นละคร ช่องไหนได้ไปเรตติ้งกระจายครับ), เข็มทิศชีวิต นี่ก็พิมพ์จะ 60 ครั้งแล้ว, ไอนสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น( 70 ครั้ง), ความสุขของกะทิ(60 ครั้ง) แถมเล่มนี้กลายเป็นภาพยนตร์ด้วยนะ

           พี่กิ่งฉัตรนี่เขียนจะ 30 เรื่องแล้วแถมกลายเป็นละครหลังข่าวตลอด (ตัวนิยายถ้าใครอ่านจะเห็นว่าไม่น้ำเน่านะ เพราะไม่มีตัวนางร้ายมากระทืบเท้า) พี่นิ้วกลมนี่ก็เขียนเกิน 20 เล่มแล้วครับ (ผมมั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้จะพิมพ์เกิน 10 ครั้งทุกหัวเรื่อง นับเล่นๆ ก็พิมพ์ซ้ำรวม 200 ครั้งโอ้มายก๊อด ยุคสมัยใหม่แห่งวงการหนังสือกำลังจะมาล่ะคราวนี้ เพราะว่าใครไปห้ามพี่แก แกก็คงไม่หยุดเขียนหรอก ผมเห็นตอนพี่เอ๋นั่งรอสัมภาษณ์ในร้านกาแฟ แกจดยิกเลยนะครับ ไอ้ที่เขียนหนังสือยันตี 4 แล้ววันต่อมาไปกำกับโฆษณาต่อเนี่ยเรื่องจริง ผมเห็นแล้วกลุ้มใจแทนเด็กรุ่นหลังว่า ใครจะสู้พี่ได้วะเนี่ย ความรักในตัวอักษรอะไรจะรุนแรงขนาดนั้น)

            ซึ่งผมไม่ค่อยอยากพาดพิงถึงแก๊งค์นักเขียนสาวสวยจากสนพ.ดังแห่งหนึ่งที่ทุกครั้งที่ปล่อยงานก็ขึ้นชาร์ตอันดับ 1-10 ของซีเอ็ดกันเป็นว่าเล่น(สังเกตมา 3-4 ปีแล้ว เกินไปจริงๆ ใครก็ได้ช่วยไปแข่งกับพวกเธอหน่อย)  แถมเขียนงานกัน 7-8  เล่มก็ถอยวีออสป้ายแดงได้แล้ว

            และปี 53 ที่ผ่านมาสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยบอกว่า อุตสาหกรรมสำนักพิมพ์ปีนี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 20,000-21,000 ล้านบาทครับ (ไม่น้อยนะนั่นถึงจะรวมหนังสือเรียนและงานแปลด้วยก็ตาม)

            ทุกคนก็เห็นแล้วใช่ไหมว่างานมหกรรมหนังสือคนไปเยอะขนาดไหน

            ถ้าเปรียบวงการหนังสือกับวงการฟุตบอล มันก็อยู่ที่ว่าคุณจะอัจฉริยะและซ้อมหนักขนาดโรนัลโด้ หรือเมสซี่ไหม หรือว่าคุณก็เป็นเพียงนักเตะธรรมดาเล่นในทีมดิวิชั่นสามที่อู้ซ้อมและหาข้ออ้างให้ตัวเองตลอดเวลา

            ยืนยันอีกทีว่า โลกความจริงวันนี้ นักเขียนไทยไม่ไส้แห้งครับ

            ขึ้นอยู่ว่า คุณทำงานที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพนี้สำเร็จไหมเท่านั้นเอง

            และคนที่ออกมาประกาศว่า เป็นนักเขียนไส้แห้ง เออ...คุณเป็นนักเขียนแล้วจริงเหรอ หรือแค่ออกหนังสือ 3-4 เล่มก็คิดว่าเป็นแล้ว

            แหม...พรีเมียร์ยังอีกไกลนะครับ

 

 

 

 

ปล. ใครที่อยากเป็นนักเขียนเป็นกำลังใจให้สู้ๆ ครับ (อีโมติคอนไฟลุก)

ตอบคุณศรี *3
0.001% ใช่ครับ คำนวณคร่าวๆ ดังนี้
หนังสือบ้านเราวางแผงวันละ 40 ปก(ข้อมูลซีเอ็ด)
เดือนหนึ่งก็ตก 1,200 เรื่อง
ปีหนึ่งก็มีออกมา 14,400 เรื่องครับ
สมมติให้เป็นหนังสือแปลต่างประเทศสัก 4,000 เล่ม
นักเขียนเก่าออกซ้ำในปีเดียวสัก 400 คน
หมายความว่ามีนักเขียนหน้าใหม่ไทยเกิดปีละ 10,000 คนครับ
10 ปีก็จะมีคนที่ออกหนังสือกันก็ประมาณ 100,000 คน
แต่ว่า 10 ปีก็จะมีนักเขียนที่ทำงานต่อเนื่องอยู่ราว 100 คนครับที่ทำงานยาวๆ ไม่หายไป
ก็พวกที่ผมเอ่ยชื่อมานี่ล่ะ เก๊ตไหมอะ พวกระดับพรีเมียลีก
0.001 เปอร์เซนต์คิดจากตรงนี้ครับ เป็นพวกที่ทำเงินได้ระยะยาวในวิชาชีพ และผมถือเป็นนักเขียนตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

 

ตอบพี่ทิว *6

ผมว่าในปีนี้และอนาคตงานพิมพ์แบบดิจิตอลนั้นจะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ครับ เพราะนักอยากเขียนหลายคนก็ได้เริ่มทำกันแล้ว ถ้าไม่หนามากต้นทุนอาจจะสัก 70-100 บาท ทำขายสัก 150 บาทเฉพาะกลุ่มก็เวิร์กครับ ได้กำไรนิดหน่อย และบางที กยทม.รุ่นสองของอะบุ๊กปีนี้อาจทำให้กระแสหนังสือทำมือ(แต่พิมพ์กันแบบดูดี กลับมาบูมอีกครั้งก็ได้) อันนี้ก็ต้องรอลุ้นกันไป
เพราะถ้ายิ่งทำกันมากค่าพิมพ์ก็จะถูกลงอีกแน่ โดยส่วนตัวหวังเหมือนกันครับอยากให้กระแสหนังสือทำมือเมื่อปี 2543 กลับมาบูมอีกครั้ง

 

 ตอบพี่อริสรา ฮายาชิ*20
-คนไทยอ่านเยอะพอสมควรครับ แต่ส่วนใหญ่อ่านปีละ 2 เล่มไงครับ เพราะเอาเวลาไปดูทีวีสนุกกว่า ปัญหานี้แก้ได้โดยหนึ่งนักเขียนเทพๆ สักคนสร้างงานสนุกกว่าดูทีวี และสองรัฐบาลสนับสนุนการอ่านครับ
-ตอบตามทรรศนะผมแล้วกันนะครับว่า
นักเขียนมืออาชีพ = คนที่เลี้ยงตัวเองได้จากการทำงานเขียนจริงๆ โดยไม่ใช้รายได้แหล่งอื่นมาเลี้ยงตัวเอง ไม่เกี่ยวกับว่าเบสเซลเลอร์ไหม อาจจะไม่ดัง แต่เขียนงานตลอด คอลัมน์นิสหลายคนก็เรียกว่านักเขียนได้ครับ
-เรื่องกี่เล่มควรเป็นนักเขียนนั้นไม่มีใครกำหนดครับ แต่ถ้าเป็นวงการอาชีพอื่น เขาจะมีระดับจูเนียร์ และซีเนียร์แบ่งแยกให้เห็นครับ ถ้าอยากเป็นซีเนียร์ก็ต้องมีการประเมินผลงานและสอบก่อน อย่างสถาปนิกจูเนียร์ก็ต้องมาว่ากันว่าออกแบบตึกไปกี่อาคาร ขนาดถึงไหม สอบซีเนียร์ผ่านไหม แล้วถึงจะได้เป็นซีเนียร์ครับผม

 

ตอบ Keaaaa *22

ไม่อยากบอกว่า ผมก็พวกเตะบอลหลังวัดครับ ซึ่งถ้าสนุกและมีความสุขก็โอเคแล้วครับ แต่ถ้ามีโอกาสอย่าลืมหาสนามโชว์ฝีเท้าสักหน่อยนะครับ เพราะว่านักบอลบราซิลอย่างโรนัลโด้(หัวโล้น)หรือเปเล่ก็เริ่มจากข้างถนนเหมือนกัน

Comment

Comment:

Tweet

ชอบบล็อกของพี่มากค่ะ
อ่านแล้วได้กำลังใจมากเลย
^___^ 
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#29 By DESTINYee on 2012-12-24 18:13

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#28 By BlackTea on 2012-08-28 17:37

Hot! Hot! Hot!

ต้องพยายามบ้าง!!
0.001% เป็นเปอร์เซ็นต์ที่น่าคิดนะคะ
คงเหมือนๆกับวิชาชีพเฉพาะทั่วไปในสังคมไทยรึเปล่า ที่ก็เรียนๆกันไป สุดท้ายออกมาขายข้าวแกงก็ได้ตังค์มากกว่าอยู่ดี sad smile

#26 By Petitee on 2011-02-10 14:03

ตอบ Keaaaa *22

ไม่อยากบอกว่า ผมก็พวกเตะบอลหลังวัดครับ ซึ่งถ้าสนุกและมีความสุขก็โอเคแล้วครับ แต่ถ้ามีโอกาสอย่าลืมหาสนามโชว์ฝีเท้าสักหน่อยนะครับ เพราะว่านักบอลบราซิลอย่างโรนัลโด้(หัวโล้น)หรือเปเล่ก็เริ่มจากข้างถนน เหมือนกัน
เข้ามาอ่านคำตอบแล้วนะคะ ^^

ขอบคุณค่ะ m(_ _)m

#24 By Hayashi Kisara on 2011-02-10 11:34

ตอบพี่อริสรา ฮายาชิ*20

-คนไทยอ่านเยอะพอสมควรครับ แต่ส่วนใหญ่อ่านปีละ 2 เล่มไงครับ เพราะเอาเวลาไปดูทีวีสนุกกว่า ปัญหานี้แก้ได้โดยหนึ่งนักเขียนเทพๆ สักคนสร้างงานสนุกกว่าดูทีวี และสองรัฐบาลสนับสนุนการอ่านครับ

-ตอบตามทรรศนะผมแล้วกันนะครับว่า
นักเขียนมืออาชีพ = คนที่เลี้ยงตัวเองได้จากการทำงานเขียนจริงๆ โดยไม่ใช้รายได้แหล่งอื่นมาเลี้ยงตัวเอง ไม่เกี่ยวกับว่าเบสเซลเลอร์ไหม อาจจะไม่ดัง แต่เขียนงานตลอด คอลัมน์นิสหลายคนก็ใช่ครับ

-เรื่องกี่เล่มควรเป็นนักเขียนนั้นไม่มีใครกำหนดครับ แต่ถ้าเป็นวงการอาชีพอื่น เขาจะมีระดับจูเนียร์ และซีเนียร์แบ่งแยกให้เห็นครับ ถ้าอยากเป็นซีเนียร์ก็ต้องมีการประเมินผลงานและสอบ อย่างสถาปนิกจูเนียร์ก็ต้องมาว่ากันว่าออกแบบตึกไปกี่อาคาร ขนาดถึงไหม สอบซีเนียร์ผ่านไหม แล้วถึงจะได้เป็นครับผม

จริงด้วยครับ การเป็นนักเขียนไม่ต้องมีเวิร์กเพอร์มิตนี่นะ

แถมพอย้ายสำนักพิมพ์ ก็ไม่โดนด่าเหมือนตอร์เรสด้วย



คุณก็เป็นเพียงนักเตะธรรมดาเล่นในทีมดิวิชั่นสามที่อู้ซ้อมและหาข้ออ้างให้ตัวเองตลอดเวลา


ขนาดผมก็ยังห่างจากจุดนี้อีกเยอะเลยครับ

ผมเป็นประเภทเตะบอลหลังวัดไปวัน ๆ เท่านั้นเอง แต่การเตะบอลวัดของผมก็มีความสุขดีนะ ความสุขจากการได้เตะน่ะครับ big smile Hot!

#22 By kae on 2011-02-10 11:22

เราว่าอาชีพนักเขียนต้องลงทุนเยอะมาก...
ต้องอ่าน...ต้องหาแรงบันดาลใจ...
ต้องออกไปเจออะไรใหม่ๆ...
ต้องหาประสบการณ์มาเขียน...
ฯลฯ
(ซึ่งบางครั้งการลงทุนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเงิน...)

บางทีอาจจะไส้แห้ง..
เพราะลงทุนเยอะกว่ารายได้ที่เข้ามาก็ได้...

big smile
ขายหนังสือได้เยอะอย่างนั้น แล้วทำไมบอกคนไทยอ่านหนังสือน้อยปีละกี่บรรทัดหรือปีละ 2 เล่มเนอะว่าป่ะ ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเลย @_@; ถ้าคนไทยอ่านน้อยอย่างนั้น จะพิมพ์มาขายทำไมว่าไหม?

แต่ไอ้คำว่านักเขียนไส้แห้งมันก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปากเต็มคำนะ @_@; คือถ้าบอกว่าเขียนหนังสือ 3-4 เล่มไม่ใช่นักเขียนมันก็แปลกๆ อันนี้ไม่รู้จริงๆว่าที่ไทยใช้มาตรฐานว่าเขียนหนังสือกี่เล่มถึงจะเรียกว่านักเขียนเหรอ embarrassed หรือถ้าขายได้ถึงจะเรียกว่านักเขียน?? อย่างนั้นก็ไม่น่าจะมีคำว่านักเขียนไส้แห้งหรอกเนอะ เพราะขายได้แล้วถึงจะเรียกนักเขียนนี่นา ตามโลจิคจะไส้แห้งได้ไง ไอ้ที่ไส้แห้งคือคนที่ไม่ใช่นักเขียน แต่ได้พิมพ์แค่ไม่กี่เล่ม? อะไรอย่างนี้รึเปล่า?? งงๆ embarrassed

ที่ที่พี่อยู่นี่คือถ้าเมื่อไหร่ที่งานที่ทำขายได้เงิน ก็ถือเป็นโปรทั้งนั้น ต้องมีสามัญสำนึกของคนทำอาชีพ จะมาบอกว่ายังขายไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณอะไรมากก็ไม่ใช่ -_-; เมื่อไหร่รับเงินคนอื่น คุณคือมืออาชีพ ต้องทำงานให้สมกับที่รับเงินชาวบ้านเค้ามาอ่ะเนอะ ออกหนังสือเล่มเดียว แต่ยังเขียนอยู่ ก็ถือว่าเป็นนักเขียน จะไม่เป็นนักเขียนก็ต่อเมื่อเลิกเขียน ประมาณนั้นแหละ

คิดว่าถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นทั้งวงการแล้วน่าจะมีคนประสบความสำเร็จน้อยมากล่ะมั้งก็เลยเรียกว่าเป็นนักเขียนไส้แห้งเนอะ (แต่ทุกวงการ คนประสบความสำเร็จมันต้องน้อยกว่าไม่ประสบความควาสำเร็จอยู่แล้ว)

สำนักพิมพ์ก็ด้วยแหละ การเป็นนักเขียนมันไม่ได้กำหนดว่าเราเขียนหนังสือให้กับสำนักพิม์ใหญ่ๆถึงจะเรียกว่าเราเป็นนักเขียน ถ้าเขียนให้สำนักพิมพ์เล็กๆนี่ไม่ใช่... พูดตามตรงว่าสำนักพิมพ์เล็กๆบางที่ก็มีปัญหาจ่ายเงินไม่ตรงบ้าง เอางานไปดองบ้าง หายไปบ้าง =_= พิมพ์ไม่บอกบ้าง... ไอ้ความที่มันไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของเราแต่เรากลับไม่ได้ตามที่ได้รับสัญญาไว้เนี่ย น่าจะรวมอยู่ในความหมายของนักเขียนไส้แห้งด้วยอ่ะนะ -_-; ถ้าคิดจะรอรายได้ตรงนี้มาเลี้ยงชีพ สำหรับหลายคนมันยาก เลยเกิดเป็นคำว่านักเขียนไส้แห้งมั้ง

อย่างตัวเองก็เขียนนิยายเพราะความชอบ ไม่ได้หวังดังหรือขายได้เยอะๆอะไร เรื่องนึงใช้เวลาหาข้อมูลเยอะมาก ปีนึงเขียนได้เรื่องนึงก็ทึ่งตัวเองแล้วsad smile ถ้าคำนวณจากจำนวนเล่มที่ออกอย่างเดียว คงไม่อยากไปค้นคว้าหาข้อมูลอะไรหรอก เอาที่มันง่ายๆเบสิค ไม่ต้องหาอะไรมากน่ะจะได้ออกได้เรื่อยๆดีกว่าจริงไหม? แต่ถ้าคิดเรื่องเงินมาก่อนความชอบ พี่ว่าก็ประสบความสำเร็จยากนะ

คนที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่เชื่อว่านักเขียนไส้แห้ง น่าจะเป็นคนที่ได้ยินคำว่า `นักเขียนไส้แห้ง` แล้วบอกตัวเองว่า ไส้แห้งก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า กรุชอบเขียน!

นั่นแหละ!

confused smile (เม้นต์ซะยาว กำลังจะส่งงานไปให้แล้ว!!)

#20 By Hayashi Kisara on 2011-02-10 08:06

อยากขึ้นให้ถึงพรีเมียร์ครับ!
แต่ตอนนี้กำลังตะเกียกตะกายขึ้นให้ถึงดิวิชั่น3 อยู่ confused smile

(อิโมติคอนไฟลุก) X 20

#19 By Buffo on 2011-02-10 00:54

รับทราบค่าา ขอบคุณสำหรับแนวคิดดีๆค่ะHot! Hot! Hot!

#18 By ziaziany☆* on 2011-02-09 23:41

ผมขอเป็นนักเขียนdivisionล่างๆที่ขอคอยมองผู้เล่นระดับพรีเมียร์ลีกซัดกันไปแล้วกันนะครับ

divisionล่างก็สนุกได้เหมือนกันครับ sad smile

#17 By Shanghai Expat... on 2011-02-09 22:13

ผมเข้าใจเสมอมาว่า
ชั้นวาง Best Seller ตามร้านหนังสือ
เปรียบเสมือนค่า Shelf ที่สำนักพิมพ์ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้หนังสือถูกเห็นได้ง่ายขึ้น
หรือว่าบางที่ก็เป็น Best Seller ของจริงเหรอครับ?sad smile

#16 By เด็กซิ่ว on 2011-02-09 21:30

big smile Hot!

#15 By นักรบ on 2011-02-09 20:56

อยากเป็นนักเขียนเหมือนกันค่ะ ^^

#14 By i'FY on 2011-02-09 20:54

นักเขียนสู้ๆ (อิโมติคอนยกมือโชโย) Hot!

#13 By slackaholics on 2011-02-09 19:21

Hot! Hot! Hot! Hot!
เห็ฯด้วย
คนไหนที่บอกว่าไส้แห้ง แสดงว่าเทพไม่จริงเค่อะ

#12 By jomkwan on 2011-02-09 19:18

เข้ามารับฟังครับ Hot! Hot! question

#11 By Copiic on 2011-02-09 18:58

Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By dp on 2011-02-09 18:54

ดีนะเนี่ยที่ไม่ใช่นักเขียนการ์ตูนsad smile Hot!

#9 By omega on 2011-02-09 18:50

อ่านแล้วรู้สึกตัวเองต้องพยายามต่อไป tongue Hot! Hot! Hot! Hot!

#8 By Cotton on 2011-02-09 18:45

ตอบพี่ทิว *6

ผมว่าในปีนี้และอนาคตงานพิมพ์แบบดิจิตอลนั้นจะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจครับ เพราะนักอยากเขียนหลายคนก็ได้เริ่มทำกันแล้ว ถ้าไม่หนามากต้นทุนอาจจะสัก 70-100 บาท ทำขายสัก 150 บาทเฉพาะกลุ่มก็เวิร์กครับ ได้กำไรนิดหน่อย และบางที กยทม.รุ่นสองของอะบุ๊กปีนี้อาจทำให้กระแสหนังสือทำมือ(แต่พิมพ์กันแบบดูดีกลับมาบูมอีกครั้งก็ได้) อันนี้ก็ต้องรอลุ้นกันไป

เพราะถ้ายิ่งทำกันมากค่าพิมพ์ก็จะถูกลงอีกแน่ โดยส่วนตัวหวังเหมือนกันครับอยากให้กระแสหนังสือทำมือเมื่อปี 2543 กลับมาบูมอีกครั้ง

นักเขียน "เบสต์เซลเลอร์" ในเมืองไทย คงต้องกอปรด้วย องค์ประกอบ หลายอย่าง จังหวะ เวลา ชื่อเสียง แนว ระบบจัดการ

ซึ่งคงมีอยู่ไม่กี่คน ในประเทศที่ การอ่าน ยังคงถูกให้ราคาน้อยกว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่

มันเป็น ความฝันโรแมนติก อย่างหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่ชอบการทำงานประจำ ประเภทเดียวกันกับ อยากทำร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ (ดูดีจัง)

แต่ความจริงแล้ว เรามี ราคาที่ต้องจ่าย(มากเกินไป) บนเส้นทางนี้ แถมยัง จะหนี้ท่วมหัวอีกบานเบอะ(อย่างไม่รู้ตัว)

แต่นั้นแหละ เด็กนิเทศ ก็ฝันอยากกำกับหนัง เด็กอักษร เด็กมนุษย์ อีกกี่คน ก็คง(แอบ)ฝัน เป็น "นักเขียน"

แต่ใครล่ะ จะไปถึงตรงจุด นั้น (พูดแล้วเหมือนให้ท้อ)

....

ผมเพิ่งอ่านเจอที่ไหนสักแห่ง ที่ว่า ถ้าคุณเป็นคนกวาดถนน ขอให้ การกวาดนั้นเป็นศิลปะ ที่แม้แต่เทวดา ยังต้องหันมามองดู

ก็คงคล้าย ทำอะไรก็ทำไปเหอะ รักมัน (อะไรทำนองนั้น) ที่พอดีกับ ความฝันของเรา (ที่อาจไปถึงได้แค่นี้)

...

.. อย่างไรก็ตาม ผม(แอบ)เอาใจช่วย ทุกตัวตน ที่ลงสนามในทุ่งแห่งอักษรนี้ เพราะ มันเป็น "การงาน" ที่ถ้าไม่รักจริง อาจท้อเอาง่ายๆ

......

( ผมสนใจในระบบ print on demand มันน่าสนใจมาก สำหรับ กองโจร แบบผม sad smile)

Hot!

#6 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-02-09 18:04

Hot!

#5 By D-faxtory on 2011-02-09 17:54

ตอบคุณศรี
0.001% ใช่ครับ คำนวณคร่าวๆ ดังนี้

หนังสือบ้านเราวางแผงวันละ 40 ปก(ข้อมูลซีเอ็ด)
เดือนหนึ่งก็ตก 1,200 เรื่อง
ปีหนึ่งก็มีออกมา 14,400 เรื่องครับ
สมมติให้เป็นหนังสือแปลต่างประเทศสัก 4,000 เล่ม
นักเขียนเก่าออกซ้ำในปีเดียวสัก 400 คน
หมายความว่ามีนักเขียนหน้าใหม่ไทยเกิดปีละ 10,000 คนครับ

10 ปีก็จะมีคนที่ออกหนังสือกันก็ประมาณ 100,000 คน
แต่ว่า 10 ปีก็จะมีนักเขียนที่ทำงานต่อเนื่องอยู่ราว 100 คนครับที่ทำงานยาวๆ ไม่หายไป
ก็พวกที่ผมเอ่ยชื่อมานี่ล่ะ เก๊ตไหมอะ พวกระดับพรีเมียลีก
0.001 เปอร์เซนต์คิดจากตรงนี้ครับ เป็นพวกที่ทำเงินได้จริงในวิชาชีพ และถือเป็นนักเขียนตัวจริงครับ
ที่จริงแล้ว ผู้ที่เป็นนักเขียนจริง ๆ มีแค่ 0.001% เองมิใช่หรือ (อ้างอิงจาก http://porglon.exteen.com/20101130/entry )

#3 By ศรี on 2011-02-09 17:32

รับแซ่บบบบบบบdouble wink Hot! Hot!

#2 By มีนมีน on 2011-02-09 15:59

สู้ๆ เนอะconfused smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#1 By : : p l o y d : : on 2011-02-09 15:53