(หมายเหตุ: เนื้อหาด้านล่างตัดมาจากหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด ครับ)   

 

 

คำนำผู้เขียน 

 

จงจำไว้ คุณงดงามเป็นประกาย

 

“ความเป็นหนุ่มสาวไม่มีค่าอะไร” นี่คือคำกล่าวของจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ซึ่งอาจเป็นเรื่องจริง แต่ผมกลับคิดว่าวัยหนุ่มสาวสำคัญมาก สำคัญที่สุด ความเป็น “หนุ่มสาว” แห่งชีวิตได้ผลิบานสะพรั่งในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่สำคัญมาก สำคัญที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

ทุกครั้งที่ผู้ใหญ่เห็นคุณ เขาจะเหลือบมองท้องฟ้าพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายปนอิจฉาว่า

“เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ!”

 

ใช่ วัยนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ดี

เป็นดั่งอัญมณีที่ไม่สามารถตีราคาได้จากประกายวาววับนั้น ถ้าคุณเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะมหาวิทยาลัยจะช่วยเจียระไนอัญมณีให้เจิดจรัสยิ่งขึ้น เป็นสถานที่ที่คุณจะค้นพบ “ตัวเองได้มากที่สุด” ทำให้คุณสังเกตเห็นสนิมที่เกาะอยู่ตามรั้วมหาวิทยาลัย และเห็นถึงความเขียวชอุ่มของต้นไม้ที่อยู่ตามทางเดิน มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การขัดเกลาคนหนุ่มสาวอย่างคุณ

 

ในทางกลับกัน วัยนี้ถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก ความวิตกของคุณหนักหนาเกินที่จะถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ ผู้ใหญ่อาจกระทบกระเทียบว่า “เธอจะต้องกังวลใจอะไร?” หรือ “ตอนฉันอายุเท่าเธอ ฉันลำบากกว่านี้เยอะ” คนวัยยี่สิบหรือนักศึกษาทั่วไป อาจได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นผู้ใหญ่ ทว่าความจริงแล้วแทบไม่มีใครได้เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ใหญ่เลย เป็นเพียงช่วงเวลาที่ปัญหาวัยรุ่น ซึ่งเคยถูกเลื่อนออกไปด้วยเหตุผลที่ว่าต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย กำลังจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตถูกสั่นคลอน เป็นช่วงที่ปราศจากความสมดุลในชีวิต เป็นทั้งช่วงที่เจิดจรัสที่สุด และมืดมิดที่สุด

 

นอกจากนี้ยังถูกค่านิยมของสังคมตีกรอบบังคับว่า วัยนี้ควรเริ่มประสบความสำเร็จได้แล้ว แต่เนื่องจากคนหนุ่มสาวส่วนมากยังไม่หยั่งรู้พลังที่ยิ่งใหญ่ของตัวเองจึงทำให้รู้สึกทุกข์ทรมาน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อยากผ่านพ้นให้เร็วที่สุด ในช่วงชีวิตที่ไม่อาจต้านทานกระแสลมแรงก่อนเปลี่ยนเข้าฤดูใหม่ได้ จึงปล่อยเวลาที่ดีที่สุดให้หมดไปอย่างไร้ค่า ปกปิดความขี้เกียจของตัวเอง ทำให้ตัวเองดูฉลาด แต่ถ้าลองทบทวนดูให้ดีแล้วจะพบว่า สิ่งที่แสร้งพยายามทำไปทั้งหมดนั้นแทบไม่มีค่าอะไรเลย

 

คนหนุ่มสาวถูกแทรกแซงทำให้ไขว้เขวได้ง่าย ผมอยากโอบกอดพวกคุณที่กำลังเจ็บปวดด้วยคำปลอบใจที่แสนอ่อนโยน อยากกระตุ้นพวกคุณด้วยภาษาที่อบอุ่นและเรื่องราวที่จริงใจ ผมอยากให้กำลังใจที่ร้อนแรงแก่วัยรุ่นทั้งหลาย เพื่อให้ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างสนุกสนาน

บทความที่ผมเขียนขึ้นนี้เปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ไม่ใช่บทความแบบมองโลกในแง่ดีที่ว่า “อย่าห่วงไปเลย เธอทำได้!” หรือบทความที่แนะนำให้เพิ่มความสามารถด้านต่างๆ ผมถ่ายทอดเรื่องราวจากหัวใจ ซึ่งจะทำให้คุณร้องไห้ และช่วยคลายความเจ็บปวดที่หลบซ่อนอยู่ในจิตใจ ผมอยากวาดภาพอนาคตที่แท้จริงให้แก่คุณ ซึ่งถูกสังคมตีกรอบว่า จะต้องรีบหางานให้ได้เร็วที่สุด

 

ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักการศึกษา ผมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี จึงอยากปลอบโยนคุณด้วยความห่วงใย และอยากท้วงติงเมื่อคุณหลงผิดไป

 

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จึงเกี่ยวข้องกับ “การค้นหาความรู้ที่ยิ่งใหญ่” “การมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่” และ “การมีความฝันที่ยิ่งใหญ่” แต่ผมไม่ได้เขียนเรื่องเหล่านี้ขึ้นจากความคิดเห็นของตัวเองเท่านั้น ผมได้รวบรวมข้อมูลต่างๆผ่านการพูดคุยกับหนุ่มสาวโดยตรงผ่านบล็อกส่วนตัว มินิโฮมเพจ ทวิตเตอร์ ฯลฯ และทำแบบสำรวจนักศึกษาทั่วประเทศ 1,000 คน (ผลสำรวจผ่านเอ็มเบรน บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสำรวจผ่านสื่อออนไลน์)

ในอนาคต ผมอยากเป็นนักการศึกษาที่เป็น “อาจารย์ที่แท้จริง” ไม่ใช่อาจารย์ที่มีอำนาจในมหาวิทยาลัย ผมจึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวของคุณพ่อลูกสอง และรุ่นพี่ชีวิตคนหนึ่งให้คุณได้ฟัง เรื่องบางเรื่องอาจดูอวดเก่งไปบ้าง เรื่องบางเรื่องก็น่าอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่มันคือประสบการณ์ที่ผมเรียนรู้ผ่านช่วงวัยเยาว์ของตัวเอง

 

ถ้าผมไม่ได้ประกอบอาชีพที่พบเจอวัยรุ่นหนุ่มสาวทุกวัน ถ้าไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงพวกคุณ ผมคงไม่สามารถกลั่นกรองความคิดจนกลายเป็นตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้ได้ ผมหวังว่าบทความที่เขียนขึ้นเพื่อคนหนุ่มสาววัย 20 ปี จะเข้าถึงความปรารถนาของนักศึกษาสมัยนี้ แต่ถ้าคุณไม่ใช่นักศึกษา ผมก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณค้นพบจุดยืนของตัวคุณเอง

 

ผมอยากให้คุณใจเย็นลงสักนิด อย่าเป็นพ่อค้าที่มุ่งหวังกำไรแค่ 1เปอร์เซ็นต์ แต่จงเป็นนักลงทุนที่รู้จักการรอคอยโอกาสซื้อขาย อย่าเป็นนักกรีฑา 100 เมตร ผู้โจนทะยานเข้าสู่เส้นชัยอย่างสุดกำลัง แต่เมื่อถึงเส้นชัยแล้ว ก็แทบหมดสิ้นเรี่ยวแรง ค่อยๆก้าวเดินไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองปรารถนา ไม่ต้องรีบร้อน

 

แม้จะเป็นแค่ในนาม แต่คุณก็คือวัยรุ่นที่หัวใจยังเต้นอยู่ จงค่อยๆก้าวเดินไป ผมหวังว่าถ้อยคำหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ จะทำให้คุณค้นพบแนวทางชีวิตของตัวเอง

 

ฤดูหนาว ค.ศ. 2010

คิมรันโด

 

 

 

บทที่ 1 นาฬิกาชีวิต: ตอนนี้ชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว?

 

 

บนโต๊ะทำงานของผมมีนาฬิกาตายตั้งไว้อยู่หนึ่งเรือน ความจริงแล้วนาฬิกาเรือนนี้ยังใช้งานได้ดีอยู่ แต่เพราะผมเอาถ่านออก เข็มของมันจึงหยุดนิ่งอยู่กับที่ นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ประดับโต๊ะทำงานเฉยๆเท่านั้น เพราะเมื่อครบรอบวันเกิดของผมในทุกปี ผมจะหมุนเข็มนาฬิกาให้เคลื่อนไปข้างหน้า 18 นาที

 

1

 

เวลาของชีวิตหมุนผ่านไปเร็วเสมอ เพียงแค่ชั่วอึดใจคำนำหน้าชื่อของเราก็ถูกเปลี่ยนเป็นนาย K เสียแล้ว วันพรุ่งนี้และวันมะรืนเดินทางมาถึงอย่างเงียบงัน ไม่นานนักอายุของเราก็ย่างเข้าสู่ “หลักสามสิบ” ก่อนถึงช่วงอายุนี้ หากชีวิตปราศจากการวางแผนที่มุ่งมั่น หรือไม่อาจทำให้ความฝันใดๆลุล่วงเป็นจริงได้ พลังชีวิตที่เคยมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมก็จะมอดมลายหายไป ท้ายที่สุดก็ทำได้แค่เพียงคร่ำครวญต่อเวลาที่หมดไป และต้องยอมจำนนต่อชีวิตที่เป็นอยู่อย่างไม่มีเงื่อนไขและแล้ววัยสามสิบก็เริ่มต้นขึ้น

 

ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยดำเนินไปอย่างเร่งรีบ ทุกคนจำเป็นต้องคำนวณหน่วยกิต วิชาเอก วิชาโท อย่างรอบคอบ เพื่อจะได้จบปริญญาตรีภายในเวลา 4 ปี ทว่าในยุคปัจจุบัน การหางานเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด ความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หลายคนจึงพยายามเพิ่ม “ความสามารถ” และหาประสบการณ์เสริม อาทิเช่น การเรียนกวดวิชา การฝึกงาน การทำงานพิเศษ ฯลฯ บางคนอาจไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศสักเทอมหรือสองเทอม นักศึกษาชายต้องไปเกณฑ์ทหาร ส่วนคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด พักการเรียน หรือเปลี่ยนวิชาเอก อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 1-2 ปี หลังจากเรียนจบก็ยังต้องเรียนเพิ่มเพื่อเตรียมสอบคัดเลือกเข้าทำงาน หรือเรียนต่อต่างประเทศ พอรู้ตัวอีกที เข็มของอายุก็ชี้ไปที่เลขสามแล้ว

 

แม้จะไม่ใช่คนที่กำลังเผชิญหน้ากับวัยสามสิบ วัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างก็หวาดกลัวต่อความรวดเร็วของเวลา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 กังวลใจต่อการเรียน จนลืมความสนุกของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยปีแรกไปจนหมด หรือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่เอาแต่ครุ่นคิดถึงชีวิตหลังเรียนจบซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นอย่างพะว้าพะวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังว่างงานอยู่ ทุกวันของพวกเขาผ่านไปอย่างร้อนใจและท้อแท้ หากทุกคนใช้ชีวิตรีบเร่งมากขนาดนี้ แล้วจะลดความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวหรือความสำเร็จในชีวิตได้จริงหรือ? ถ้าคิดดูให้ดีจะพบว่า ความปรารถนาของพวกเราล้วนแต่เป็นเรื่องฉาบฉวย ไม่ว่าจะอยากประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากได้งานดีๆก่อนใคร...และไม่แน่ว่าตัวคุณซึ่งกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ ก็อาจหวั่นใจอยู่ลึกๆว่า

“อายุขนาดนี้แล้ว แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย...”

 

 2

 

ชีวิตของคุณอายุเท่าไหร่กันแน่?

 

เมื่อได้ยินคำถามนี้ครั้งแรกอาจรู้สึกงงได้ ถ้าอย่างนั้นผมขอแจกแจงอย่างละเอียด โดยกำหนดให้ชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายให้มีค่าเท่ากับเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน ตอนนี้ชีวิตของคุณน่าจะตรงกับเวลาใด? เวลาเที่ยงตรงซึ่งดวงอาทิตย์ฉายแสงร้อนแรงที่สุด? หรือเป็นเวลายามบ่ายที่ต้องเริ่มทำงานอีกครั้งหลังจากพักกลางวัน?

หากเราลองนำอายุบัณฑิตที่เพิ่งเรียนจบหมาดๆในวัยยี่สิบสี่ปี มาคำนวณด้วยสูตรอย่างจริงจัง กำหนดให้อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ปี ในเวลา 24 ชั่วโมง คนที่อายุ 24 ปี ซึ่งสามารถมีอายุขัยถึง 80 ปี จะมีนาฬิกาชีวิตตรงกับกี่โมง กี่นาทีกันนะ?

 

คำตอบคือ 7 โมงเช้า 12 นาที

 

เวลา เจ็ดโมงเช้า 12 นาที อาจดูเช้ามาก แต่เวลาเดียวกันนี้ ใครบางคนอาจกำลังกระวีกระวาดรีบตื่นนอน และใครบางคนที่ชอบนอนตื่นสายอาจกำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจ แต่ทั้งนี้ทุกคนที่อายุ 24 ปีอยู่ในเวลาเดียวกันคือ เจ็ดโมงเช้า 12 นาที

ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ จึงได้เห็นการเติบโตของคนหนุ่มสาวมากมาย ถ้าเปรียบให้เวลาชีวิตเริ่มต้นที่เจ็ด โมงเช้า 12 นาที จะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด เพราะอายุ 24 ปี เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ข้ามผ่านวัยเยาว์และความคึกคะนองประสาวัยรุ่นมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นช่วงชีวิตที่ต้องเตรียมพร้อมสู่การเป็นส่วนหนึ่งในสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งน่าจะตรงกับเวลาออกจากบ้านตอนเช้าไปทำงานพอดี

 

ถ้าเช่นนั้นคนอายุ 60 ปี ในวัยเกษียณน่าจะตรงกับเวลาใดกัน? คำตอบคือ หกโมงเย็น เป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ทำงานเสร็จ และกำลังกลับบ้าน หรือไม่ก็กำลังรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวอย่างมีความสุข อายุชีวิตที่คล้ายคลึงกับเวลาในหนึ่งวันแบบนี้ ผมจึงชอบเทียบอายุ 80 ปีกับเวลาในหนึ่งวัน

 

การคำนวณนาฬิกาชีวิตนั้นง่ายมาก ถ้าเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที

 

อายุ 10 ปี จึงมีค่าเท่ากับ 3 ชั่วโมง พอใช้สูตรนี้ เราจะสามารถคิดคำนวณเวลาได้ทุกช่วงชีวิต อายุ 20 ปี จะตรงกับเวลา หกโมงเช้า อายุ 29 นาที จะตรงกับเวลา แปดโมงเช้า 42 นาที นาฬิกาชีวิตนี้คำนวณขึ้นจากอายุขัยเฉลี่ย 80 ปี แต่ถ้าในอนาคตอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น อัตราการคำนวณเวลาชีวิตก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

 

เมื่อไม่นานมานี้มหาวิทยาลัยของผมได้จัดงานคืนสู่เหย้าขึ้น รุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีได้เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นอาจารย์มาตลอดทั้งชีวิต จู่ๆรัฐบาลก็ปรับแผนให้มีการเกษียณงานก่อนกำหนด เขาจึงต้องเกษียณทั้งที่ยังไม่ได้เตรียมตัว ในตอนแรกเขารู้สึกเกลียดช่วงอายุที่ว่างเปล่านี้มาก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกขอบคุณช่วงเวลานี้เป็นที่สุด เพราะเพิ่งรู้ว่าวัยเกษียณมีชีวิตใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขซ่อนอยู่ด้วย เขาขอบคุณที่ได้พบเจอโลกใบนี้เร็วกว่าเดิมถึง 2 ปี...ผมรู้สึกประทับใจเรื่องราวของรุ่นพี่คนนี้มาก และเฝ้ารอให้โลกใบใหม่เดินทางมาถึงในวันหนึ่งข้างหน้า เพราะตะวันยามเย็นหลังหกโมงสาดแสงเป็นประกายงดงามไม่แพ้ท้องฟ้าเวลาอื่น

 

คนส่วนใหญ่ที่ได้เห็นนาฬิกาชีวิตของตัวเองล้วนแต่ประหลาดใจ เพราะเวลาที่คำนวณออกมาดูเหมือนจะผ่านไปไม่เท่าไหร่ ตอนที่ผมบอกคนที่อายุ 50 ปีว่า “ตอนนี้นาฬิกาชีวิตของคุณอยู่ที่เวลาบ่าย สาม โมงเย็นนะครับ” เขาลองคำนวณคร่าวๆ ด้วยตัวเองอีกครั้ง แล้วก็พูดขึ้นอย่างตกใจว่า “จริงๆ ด้วยแฮะ” เมื่อผมบอกเด็กอายุ 24 ปีที่เพิ่งเรียนจบ ส่วนใหญ่มักคิดคล้ายๆ กันว่า “นึกว่าใช้ชีวิตมานานมาแล้วซะอีก ที่แท้นาฬิกาชีวิตก็เพิ่ง เจ็ด โมงเช้า 20 นาที เท่านั้น”

อายุวัยนี้เป็นช่วงชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น อาจคิดว่ากำลังจะสาย แต่เวลาในหนึ่งวันต่อจากนี้ยังคงทอดยาวไม่จบสิ้น

 

ความรู้สึกที่ว่า “ทุกอย่างมันสายไปแล้ว!” ไม่ได้เกิดขึ้นจาก “ความจริง” แต่เป็นผลมาจาก “ภาพลวงตา” ที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นจึงไม่ควรหาข้ออ้างเพื่อล้มเลิกความตั้งใจ ตอนนี้ไม่มีอะไรที่สายเกินไป แม้จะเป็นเศษเวลาเล็กน้อย แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอ

 

3

 

ขณะนี้เข็มนาฬิกาชีวิตของผมชี้ไปที่เวลาบ่าย สอง โมง 24 นาที ปีนี้ผมอายุ 48 ปีแล้ว แต่นาฬิกาชีวิตก็ยังเดินไปไม่ถึง สอง โมง 30 นาที...ในทุกครั้งที่คิดว่า ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ทั้งที่อายุเกือบจะ 50 ปีแล้ว

 

ผมจะมองไปที่นาฬิกาบนโต๊ะ เพราะเวลาชีวิตในหนึ่งวันของผมยังเหลืออยู่มากมาย ในภาพยนตร์เรื่อง เบนจามิน บัตตัน (The Curious Case of Benjamin Button) มีบทสนทนาหนึ่งกล่าวไว้ว่า

 

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดที่เร็วเกินไปหรือสายเกินแก้”

 

 

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน  

คิมรันโด

“ผมเชื่อว่า คนที่ช่วยทำให้ความฝันของลูกศิษย์เป็นจริงได้ คืออาจารย์ที่ดี ดังนั้นจึงเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางแก่พวกเขา” 

เป็นคุณพ่อของลูกชายวัย 20 ปี และลูกชายซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เป็นรุ่นพี่ผู้สามารถดื่มโซจูด้วยกันได้ เป็นคุณน้า “วัยกลางคน” ผู้ช่วยแก้ความกังวลใจที่ไม่อาจบอกพ่อแม่ได้ เป็นพี่เลี้ยง “ที่แท้จริง” ผู้ช่วยลดความหวาดกลัวในอนาคตข้างหน้า เป็นอาจารย์ผู้ให้ความสุข สอนเรื่องชีวิต ความฝัน ความเจ็บปวด ให้แก่หนุ่มสาวทั้งหลาย ถูกนักศึกษาเรียกขานกันว่า “ครูรันโด” มีความหมายยิ่งใหญ่กว่าอาจารย์ทั่วไป 

เรียนจบด้านกฎหมายในระดับปริญญาตรี เรียนจบด้านบริหารธุรกิจในระดับชั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยโซล จากนั้นไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัย USC ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1997 เริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่ภาควิชาการบริโภค คณะเคหศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซล ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดี ได้รับรางวัลมากมายอาทิเช่น “รางวัลการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยโซล” “รางวัลคาบเรียนดีเด่นแห่งมหาวิทยาลัยโซล” “รางวัลที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกดีเด่น” ฯลฯ คาบเรียนที่เขาสอนเป็นที่นิยมในบรรดานักศึกษามาก ถึงขนาดจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนในอินเทอร์เน็ตจะเต็มอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังเปิดอบรมให้แก่องค์กรและหน่วยงานต่างๆ เช่น ที่ว่าการกรุงโซล ที่ว่าการคยองกี กระทรวงสาธารณสุข บริษัทซัมซุง บริษัท LG บริษัทลอตเต้ อามอเร่แปซิฟิก ฯลฯ ปัจจุบันมีคอลัมน์ประจำ ได้แก่ “โน้ต เทรนด์ ของอาจารย์คิมรันโด” ในหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ โชซอน วีกลี่ บิซ และให้คำปลอบโยนแก่วัยหนุ่มผู้เจ็บปวดผ่านรายการ “เราจะสร้างชีวิตอย่างไร” ซึ่งออกอากาศในสื่อออนไลน์ของมหาวิทยาลัย

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ไปซื้อมาแล้วคะ กำลังอ่าน big smile

#30 By DADADAO on 2012-08-23 21:39

@padaoz19 พิมพ์ซ้ำครั้งที่ 7 แล้ว น่าจะหาไม่ยากครับ
พรุ่งนี้จะไปซื้อหนังสือเล่มนี้ จะมีมั้ยเนี่ยย Hot! Hot! Hot!

#28 By DADADAO on 2012-08-23 00:41

ตอนเห็นครั้งแรกมันวางอยู่ตรงชั้นหนังสือเล่มที่ออกใหม่ ก็สะดุดกับสีปก เห็นภาษาเกาหลีก็มองผาดๆไปนึกว่านิยาย แต่พอเห็นชื่อเรื่องแล้วก็สะดุด แต่พอพลิกอ่านปกหลังที่คิมรันโดเขียนเอง อ่านจบปุ๊บ ก็คิดเลยว่าเล่มนี้ต้องใช่แน่ๆ :] ก็จ่ายตังค์ทันทีค่ะ..
จริงๆเราก็ไม่ได้มองหาหนังสือที่ใช่หรืออะไรอยู่เลย แต่บางครั้งหนังสือที่ใช่มันก็วิ่งมาหาเอง (555)
พอยิ่งอ่านก็ยิ่งใช่ค่ะ
เป็นหนังสือเล่มนึงที่ดีมากๆ big smile

#27 By Daisuke*-0- on 2012-07-14 17:19

ตอนแรกว่าจะไปซื้อหนังสืออีกเล่มหนึ่ง พอไปเจอหนังสือเล่มนี้เข้าให้เลยเปลี่ยนใจเลยได้เล่มนี้มา พอใจมากๆๆๆ เพราะเราก็ยังหาหนังสือแนวนี้อยู่

#26 By ยุทธ (103.7.57.18|1.2.147.44) on 2012-07-11 17:05

เคยเห็นๆ อยากได้เหมือนกัน ว่าจะไปซื้อวันนี้แหละค่ะ

เราชอบอ่านหนังสือแปล มันได้ความคิดหลากหลายดี 

เล่มนี้ทำให้กลับมาทบทวนกับชีวิตเยอะมาก


#24 By yokiooo on 2012-05-06 22:26

ขอบคุณที่ช่วยอุดหนุนครับ หนังสือ อ.แกดีจนน่าตกใจ ว่าเขียนได้ยังไงเนี่ยconfused smile
ซื้อมาแล้วเมื่อวันเสาร์
ผมมักซื้อหนังสือที่เนื้อหา ไม่ใช่ที่ชื่อคนเขียน
เพจของ Springbooks เอาเนื้อหาเล่มนี้มาแชร์บ่อยๆ
ผมเลยตรงไปซื้อโดยไม่ต้องลังเลเลย
สำนักพิมพ์อื่นๆน่าเอาตัวอย่างครับ Hot! Hot!

เล่มนี้โดนใจมาก เพราะผมรู้สึกได้ว่า
ผมไม่ใช่ครูคนเดียว ที่คิดอะไรอย่างนี้ Hot! Hot! Hot!

#22 By Thai_RF_Engineer on 2012-04-30 12:41

Hot! น่าสนใจมากค่ะ

#21 By orangoing on 2012-04-29 00:07

ซื้อมาแล้วครับ

#20 By keaaaa on 2012-04-10 16:07

น่าอ่านจังครับ

ตั้งใจไว้แล้ว ว่ายังไงจะไม่ทำให้ชีวิตวัยรุ่นผ่านไปเปล่าๆ big smile Hot! Hot!

#19 By GUMBEAR on 2012-04-09 23:17

ถ้าวัยรุ่ยรู้จักชีวิตจริงเร้วกว่า 22 ปี
จะดีกว่ามั้น^^

#18 By ภาพแต่งบ้าน on 2012-04-08 14:03

อยากให้รีบๆโตมาเป็นหนุ่มนะbig smile

#17 By ของขวัญ on 2012-04-08 12:29

ไม่สามารถแหวกผู้คนเข้าไปบูธนายอินทร์ได้ ไว้รอซื้อตามร้านหนังสือดีฝ่าHot!

#16 By omega on 2012-04-08 10:58

อ่านจนตาลายเลย big smile

#15 By Best Pension Plans on 2012-04-08 10:08

น่าสนใจมากค่ะ Hot! Hot!

#14 By ปลาไม่ดื้อ on 2012-04-08 05:39

:) วันเวลามันผ่านไปเร็วเกินกว่าที่เราจะรู้ตัว

#13 By ShEEp_P@gE on 2012-04-07 23:31

สำนักพิมพ์อะไรคะ ?
ไปงานสัปดาห์หนังสือจะได้ไปซื้อถูกบูธ

#12 By PIYA :) on 2012-04-07 10:34

เพิ่ง ตีห้า เจ็ดนาที ...
.
.
.
.
กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนชีวิต ในการเข้ามหาวิทยาลัย Hot!

#11 By PIYA :) on 2012-04-07 10:13

เปนเรืองที่เขียนน่าอ่าน

แต่ชีวิตจริงหลายคนที่ไม่มีช่วงวัยรุ่นเลย

บางคน14 มีลูก บางคนต้องทำงานหนัก
เลี้ยงพ่อแม่ตั้งแต่ 12 ปี

#10 By ปิยะ99 on 2012-04-07 08:54

ทำวันนี้ให้ดีที่สุดละกัน ไม่หวังไรมากมายหรอก...ซะที่ไหนquestion
เกือบเที่ยงแล้วแฮะเรา
แต่จิตใจยังวัยรุ่นอยู่นะ
สอง ฮ่าๆๆ
big smile confused smile open-mounthed smile Hot! Hot! Hot!

#8 By Nirankas on 2012-04-06 21:42

มุมเข็มไปที่เก้าโมงเช้าHot! Hot! Hot!

#7 By Bluemood Manga and CG on 2012-04-06 20:14

ออกมาแล้ว
เตรียมเก็บครับผม

#6 By iamdozenist on 2012-04-06 19:41

เพราะชีวิตคือชีวิต

ครับ

(:Hot! Hot! Hot!

#5 By 9'Ped on 2012-04-06 18:07

อยากได้หนังสือเล่มนี้มากๆเลยค่ะ

กำลังรู้สึกท้อแท้กับเรื่องเรียนมากมาย
อีกหนึ่งปีก็จะเรีนยจบแล้ว แต่อยากลาออกไปเรียนในสิ่งที่อยากเรียนแทน

เฮ้อ~ กลุ้มใจจัง

#4 By Haenymph on 2012-04-06 17:24

ผมเคยได้ยินได้ฟังมาว่า
ชีวิตนั้นสั้นจนเกินกว่าที่จะพลัดวันประกันพรุ่งกับการทำความฝันให้เป็นจริง
(หมายความว่า ถ้าเรามัวแต่รั้งรอพลัดวันที่จะเริ่มต้นทำตามความฝัน มารู้ตัวอีกที่ก็คงจะสายไปเสียแล้ว อะไรประมาณนั้นมั้ง) big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot!

#3 By บุรุษนิรนาม on 2012-04-06 17:07

เพิ่งอายุ20ไปหมาดๆค่ะ อ่านแล้วมีตรงเยอะอยู่นะเนีย อย่างเรื่องปกปิดความขีเกียจ เสแสร้งโน่นนี่

เป็นหนังสือที่น่าสนใจจริงๆค่ะ^ ^
Hot! Hot! Hot!

#2 By Deciso on 2012-04-06 16:22

Hot! Hot! Hot!

เป็นหนังสือที่น่าสนใจอีกเล่มครับ^^